ยื่นภาษีเงินได้มาตรา 40(1)-(8) ต่างกันอย่างไร สรุปให้เข้าใจในครั้งเดียว

4

เวลาพูดถึงการยื่นภาษี หลายคนไม่ได้ติดที่คำนวณตัวเลขอย่างเดียว แต่สะดุดตั้งแต่คำถามแรกว่า รายได้ของตัวเองเข้ามาตราไหนกันแน่ เพราะการแยก ประเภทเงินได้ภาษี ให้ถูก คือจุดตั้งต้นที่มีผลต่อทั้งการหักค่าใช้จ่าย การหักภาษี ณ ที่จ่าย และแบบภาษีที่ต้องยื่น ถ้าเข้าใจผิดตั้งแต่ต้น ต่อให้รายได้เท่าเดิม ภาษีที่ออกมาก็อาจคลาดเคลื่อนได้ทันที

ยื่นภาษีเงินได้มาตรา 40(1)-(8) ต่างกันอย่างไร สรุปให้เข้าใจในครั้งเดียว

ประมวลรัษฎากรแบ่งเงินได้พึงประเมินไว้ในมาตรา 40(1)-(8) โดยไม่ได้แยกตามชื่ออาชีพอย่างเดียว แต่แยกตาม “ลักษณะของรายได้” ที่เกิดขึ้นจริง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนคนเดียวอาจมีรายได้หลายมาตราในปีเดียว เช่น มีเงินเดือนประจำ แต่รับงานเสริมฟรีแลนซ์ และปล่อยคอนโดให้เช่าด้วย ถ้าดูเป็น คุณจะวางแผนภาษีได้แม่นขึ้นเยอะ

ทำไมมาตรา 40 ต้องแยกเป็น 8 ประเภท

เหตุผลหลักคือรัฐต้องการจัดเก็บภาษีให้สะท้อนธรรมชาติของรายได้แต่ละแบบ รายได้จากแรงงาน รายได้จากทรัพย์สิน และรายได้จากธุรกิจ มีต้นทุนและความเสี่ยงไม่เท่ากัน กรมสรรพากรจึงกำหนดเกณฑ์แยกไว้ชัดเจนตามมาตรา 40 เพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษี

  • รายได้จากการทำงาน มักเกี่ยวข้องกับนายจ้างหรือผู้ว่าจ้าง
  • รายได้จากทรัพย์สินหรือสิทธิ เช่น ดอกเบี้ย ค่าเช่า ค่าลิขสิทธิ์
  • รายได้จากวิชาชีพและธุรกิจ จะเกี่ยวกับต้นทุน ค่าใช้จ่าย และความต่อเนื่องในการประกอบกิจการมากกว่า

พูดให้เห็นภาพง่ายๆ ความต่างของแต่ละมาตราไม่ได้มีไว้ให้จำเพื่อสอบ แต่มีไว้เพื่อบอกว่า “รายได้นี้ควรถูกนับแบบไหน” และ “คุณมีสิทธิหักอะไรได้บ้าง”

เงินได้มาตรา 40(1)-(8) ต่างกันอย่างไร

หลักคิดที่ใช้แยกคือ อย่าดูแค่ชื่ออาชีพ ให้ดูว่าเงินก้อนนั้นได้มาเพราะอะไร เมื่อมองแบบนี้ จะเห็นเส้นแบ่งของแต่ละมาตราชัดขึ้นมาก

มาตรา 40(1) เงินได้จากการจ้างแรงงาน

คือรายได้จากการเป็นลูกจ้าง เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยง หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการจ้างงาน จุดสังเกตคือมีความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง และผู้รับรายได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขการทำงานขององค์กรค่อนข้างชัด

มาตรา 40(2) ค่ารับทำงานหรือค่าธรรมเนียม

คล้าย 40(1) ตรงที่มาจากการทำงาน แต่ต่างกันที่ไม่ได้อยู่ในสถานะลูกจ้างเต็มรูปแบบ มักเป็นการรับทำงานเป็นครั้งคราว รับค่านายหน้า ค่าคอมมิชชัน หรือค่าธรรมเนียมต่างๆ คนที่ขายประกัน รับค่านายหน้าอสังหาฯ หรือรับงานพิธีกรบางประเภท มักเจอมาตรานี้บ่อย

มาตรา 40(3) ค่าลิขสิทธิ์และสิทธิอย่างอื่น

รายได้กลุ่มนี้ไม่ได้เกิดจากการลงแรงแบบตรงๆ เสมอไป แต่เกิดจากการให้ใช้สิทธิ เช่น ค่าลิขสิทธิ์หนังสือ เพลง โปรแกรม หรือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา หากคุณสร้างผลงานไว้แล้วมีรายได้ตามมาเรื่อยๆ มักเข้าข้อนี้

มาตรา 40(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล และผลตอบแทนจากเงินทุน

นี่คือรายได้จากการเอาเงินไปต่อเงิน เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ เงินปันผล หรือผลประโยชน์ลักษณะคล้ายกัน จุดต่างสำคัญคือรายได้ไม่ได้มาจากการทำงานโดยตรง แต่มาจากการถือครองเงินทุนหรือสินทรัพย์ทางการเงิน

มาตรา 40(5) ค่าเช่าทรัพย์สิน

ถ้าคุณมีบ้าน คอนโด ที่ดิน รถ หรือทรัพย์สินอื่นให้คนเช่า รายได้ส่วนนี้อยู่มาตรา 40(5) หลายคนพลาดตรงเอาค่าเช่าไปปนกับรายได้ธุรกิจ ทั้งที่ในทางภาษีถือเป็นคนละฐานกัน และมีวิธีหักค่าใช้จ่ายต่างกันด้วย

มาตรา 40(6) วิชาชีพอิสระ

มาตรานี้เฉพาะทางมาก ได้แก่ วิชาชีพอิสระตามที่กฎหมายกำหนด เช่น แพทย์ ทนายความ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี และศิลปประยุกต์ จุดสำคัญคือไม่ใช่ฟรีแลนซ์ทุกคนจะเข้าข้อนี้ ต้องเป็นวิชาชีพที่เข้าหลักเกณฑ์จริงๆ เท่านั้น

มาตรา 40(7) รับเหมา

ใช้กับการรับเหมาแบบที่ผู้รับเหมาจัดหาสัมภาระหรือวัสดุสำคัญเอง เช่น รับเหมาก่อสร้างหรือรับเหมาทำของ โดยเนื้องานมีต้นทุนวัสดุรวมอยู่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ใช้แรงงานอย่างเดียว

มาตรา 40(8) ธุรกิจ การพาณิชย์ เกษตร และรายได้อื่น

ถ้าไม่เข้า 7 ข้อก่อนหน้า แต่เป็นรายได้จากการทำธุรกิจหรือประกอบกิจการต่อเนื่อง ก็มักมาจบที่ข้อนี้ เช่น ร้านค้าออนไลน์ เจ้าของกิจการ งานฟรีแลนซ์หลายประเภท หรือการค้าขายทั่วไป จึงเป็นมาตราที่คนทำงานยุคใหม่เจอบ่อยที่สุด และมักเกี่ยวข้องกับการจัดเอกสารต้นทุนอย่างจริงจัง

ถ้ามีหลายอาชีพในปีเดียว ต้องยื่นอย่างไร

คำตอบคือ ยื่นรวมได้ แต่ต้องแยกประเภทให้ถูกก่อน ตัวอย่างเช่น คุณมีเงินเดือนประจำเข้ามาตรา 40(1) รับงานเขียนคอนเทนต์เป็นครั้งคราวอาจเข้ามาตรา 40(2) หรือ 40(8) ตามลักษณะงาน และมีคอนโดปล่อยเช่าเข้ามาตรา 40(5) ทั้งหมดนี้สามารถเกิดกับคนคนเดียวกันได้

  1. เริ่มจากไล่ดูรายได้ทีละก้อนว่าเกิดจากแรงงาน สิทธิ ทรัพย์สิน หรือธุรกิจ
  2. แยกเอกสารรับเงินและภาษีหัก ณ ที่จ่ายของแต่ละส่วน
  3. ค่อยคำนวณค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามฐานที่ถูกต้อง

ตรงนี้เองที่การเข้าใจ ประเภทเงินได้ภาษี ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก เพราะปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก “รายได้เยอะ” แต่เกิดจาก “จัดหมวดผิด” มากกว่า

จุดที่คนยื่นผิดบ่อย

  • คิดว่าฟรีแลนซ์ทุกแบบเป็นวิชาชีพอิสระ ทั้งที่หลายงานเข้ามาตรา 40(8)
  • เอาค่าเช่าไปนับรวมกับธุรกิจโดยไม่แยกมาตรา
  • มีทั้งเงินเดือนและรายได้เสริม แต่ยื่นเฉพาะเอกสารจากงานประจำ
  • ดูชื่ออาชีพแทนการดูที่มาของรายได้จริง

ถ้าอยากเช็กให้ชัวร์ ให้ยึดหลักของกรมสรรพากรตามประมวลรัษฎากรเป็นฐานก่อนเสมอ เพราะชื่อเรียกที่ใช้กันในชีวิตประจำวันอาจไม่ตรงกับความหมายในทางภาษี

สรุป

เงินได้มาตรา 40(1)-(8) ต่างกันที่ “ที่มาของรายได้” ไม่ใช่แค่ตำแหน่งงานหรือคำเรียกอาชีพ ยิ่งคุณแยกได้ชัดว่าอะไรคือเงินเดือน อะไรคือค่าเช่า อะไรคือรายได้ธุรกิจ การยื่นภาษีก็ยิ่งง่ายและแม่นขึ้น ลองกลับไปดูรายได้ของตัวเองอีกครั้งทีละก้อน แล้วคุณจะพบว่าเรื่องภาษีไม่ได้ยากเกินเข้าใจ แค่ต้องเริ่มจากการจัดหมวดให้ถูกก่อนเท่านั้น