วัคซีนเด็กในไทย เทียบต่างประเทศ ครอบคลุมพอหรือยังสำหรับลูกเรา?

8

เวลาพูดถึงการฉีดวัคซีนให้ลูก คำถามที่พ่อแม่ยุคนี้มักสงสัยไม่ใช่แค่ว่า “ต้องฉีดอะไรบ้าง” แต่คือ ถ้าเทียบ วัคซีนเด็กไทยกับต่างประเทศ แล้ว ประเทศไทยให้การป้องกันครอบคลุมพอหรือยัง บางบ้านเห็นตารางวัคซีนจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือออสเตรเลียแล้วรู้สึกว่ามีรายการมากกว่า จนเริ่มไม่แน่ใจว่าวัคซีนพื้นฐานของไทยเพียงพอจริงไหม

วัคซีนเด็กในไทย เทียบต่างประเทศ ครอบคลุมพอหรือยังสำหรับลูกเรา?

คำตอบสั้น ๆ คือ ไทยครอบคลุมวัคซีนพื้นฐานได้ดีมาก โดยเฉพาะโรคสำคัญที่กระทบสุขภาพเด็กในวงกว้าง แต่ถ้าเทียบกับหลายประเทศรายได้สูง ไทยยังไม่ได้บรรจุวัคซีนบางชนิดไว้ในสิทธิประโยชน์ภาครัฐแบบถ้วนหน้า ความต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ “ไทยขาด” เสมอไป แต่อยู่ที่นโยบาย งบประมาณ ภาระโรค และการประเมินความคุ้มค่าของแต่ละประเทศต่างหาก

ทำไมเรื่องนี้ถึงต้องเทียบกับต่างประเทศ

การเทียบไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่าใครดีกว่าใคร แต่ช่วยให้เห็นภาพว่าแต่ละประเทศเลือกป้องกันโรคแบบไหน และเลือกลงทุนกับวัคซีนชนิดใดก่อนหลัง เพราะระบบสาธารณสุขไม่ได้ตัดสินจากจำนวนวัคซีนอย่างเดียว ต้องดูด้วยว่าโรคไหนระบาดบ่อย ค่าใช้จ่ายรักษาสูงแค่ไหน และวัคซีนนั้นลดการป่วยหนักได้จริงหรือไม่

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า วัคซีนช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้ราว 3.5–5 ล้านคนต่อปี ขณะเดียวกันข้อมูล WHO/UNICEF ยังชี้ว่าความครอบคลุมวัคซีนพื้นฐานอย่าง DTP3 ทั่วโลกอยู่ราว 84% ในปี 2023 นั่นแปลว่า ประเทศที่ทำให้เด็กเข้าถึงวัคซีนพื้นฐานได้สม่ำเสมอถือว่าได้เปรียบมาก และไทยก็อยู่ในกลุ่มประเทศที่ทำเรื่องนี้ได้ค่อนข้างดี

วัคซีนพื้นฐานที่ไทยครอบคลุมอยู่แล้ว

ถ้าดูตามแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของไทย เด็กไทยได้รับวัคซีนสำคัญหลายตัวตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยเรียน ซึ่งครอบคลุมโรคที่มีผลต่อการเสียชีวิต ความพิการ และการระบาดในชุมชน

  • วัคซีนป้องกันวัณโรค หรือ BCG
  • วัคซีนตับอักเสบบี
  • วัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน
  • วัคซีนโปลิโอ
  • วัคซีนฮิบ ซึ่งช่วยลดเยื่อหุ้มสมองอักเสบและปอดอักเสบในเด็กเล็ก
  • วัคซีนหัด คางทูม หัดเยอรมัน
  • วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี
  • วัคซีนบางตัวที่ทยอยขยายการเข้าถึง เช่น โรต้าในเด็กเล็ก

นี่คือเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า หากวัดเฉพาะ “วัคซีนจำเป็นต่อสาธารณสุขพื้นฐาน” ไทยไม่ได้ตามหลังอย่างที่หลายคนกังวล เด็กส่วนใหญ่ยังได้รับการป้องกันโรครุนแรงที่สำคัญตั้งแต่ต้นชีวิตค่อนข้างครบ

จุดที่ต่างประเทศมักให้กว้างกว่าไทย

สิ่งที่ทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าไทยให้วัคซีนน้อยกว่า มักอยู่ที่ วัคซีนเสริม ซึ่งหลายประเทศบรรจุเป็นวัคซีนพื้นฐานไปแล้ว หรืออย่างน้อยรัฐช่วยสนับสนุนในวงกว้างมากกว่าไทย

1) วัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส หรือ PCV

วัคซีนตัวนี้ช่วยลดความเสี่ยงปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ และโรครุนแรงจากเชื้อแบคทีเรียได้ดี หลายประเทศรายได้สูงให้เป็นวัคซีนมาตรฐานในเด็กเล็กมานานแล้ว ขณะที่ในไทยยังเป็นวัคซีนที่หลายครอบครัวต้องจ่ายเพิ่มเองในภาคเอกชนเป็นหลัก

2) วัคซีนอีสุกอีใสและไข้หวัดใหญ่

ในบางประเทศ วัคซีนอีสุกอีใสถูกบรรจุในตารางปกติ เพราะช่วยลดการหยุดเรียน การติดเชื้อแทรกซ้อน และการแพร่ระบาดในบ้าน ส่วนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ หลายประเทศแนะนำฉีดเป็นประจำทุกปีในเด็ก โดยเฉพาะกลุ่มเล็กหรือเด็กที่มีโรคประจำตัว แต่ในไทยยังขึ้นกับความพร้อมของครอบครัวและความเสี่ยงรายบุคคลมากกว่า

3) วัคซีนตับอักเสบเอ เมนิงโกคอคคัส และวัคซีนเสริมอื่น ๆ

วัคซีนกลุ่มนี้พบได้ในตารางของบางประเทศหรือในคำแนะนำเฉพาะกลุ่ม เช่น เด็กที่จะเดินทาง เด็กอยู่หอพัก เด็กมีโรคประจำตัว หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูง ความต่างจึงไม่ได้แปลว่าไทยมองข้าม แต่หมายถึงยังไม่ได้ให้แบบถ้วนหน้าในระดับประชากร

แล้วแบบนี้แปลว่าไทย “ด้อยกว่า” ไหม

ไม่จำเป็นเลย คำว่า “ครอบคลุม” ต้องแยกเป็นสองมุม คือ ครอบคลุมโรคสำคัญ กับ ครอบคลุมวัคซีนให้ได้หลายชนิดที่สุด ประเทศไทยทำมุมแรกได้ดีมาก ส่วนมุมหลังอาจยังไม่กว้างเท่าบางประเทศที่มีงบประมาณสูงกว่า

ถ้ามองเรื่อง วัคซีนเด็กไทยกับต่างประเทศ อย่างเป็นธรรม ต้องยอมรับว่าทุกประเทศมีวิธีจัดลำดับความสำคัญไม่เหมือนกัน บางประเทศให้ความสำคัญกับการลดภาระโรคที่แม้ไม่รุนแรงมากแต่เกิดบ่อย ขณะที่บางประเทศรวมถึงไทย จะเน้นวัคซีนที่ลดการเสียชีวิตและโรครุนแรงก่อนเป็นลำดับแรก

อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ ต่อให้มีวัคซีนในตารางมาก แต่ถ้าเด็กเข้าถึงไม่จริง ความคุ้มครองก็ไม่เกิดขึ้น ในจุดนี้ไทยมีข้อดีเรื่องระบบบริการพื้นฐานที่ทำให้เด็กจำนวนมากได้รับวัคซีนหลักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสำคัญไม่แพ้การมีรายการวัคซีนยาว ๆ เลย

พ่อแม่ควรดูอะไร มากกว่าการนับจำนวนวัคซีน

คำถามที่มีประโยชน์กว่าคือ ลูกของเรามีความเสี่ยงแบบไหน และวัคซีนตัวใดเพิ่มประโยชน์ให้ชีวิตจริงของเขาได้บ้าง

  • ลูกอยู่เนิร์สเซอรี่หรือมีพี่น้องวัยเรียนไหม
  • มีโรคประจำตัว เช่น หอบหืด โรคหัวใจ ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือไม่
  • ครอบครัวเดินทางต่างประเทศบ่อยหรือไม่
  • งบประมาณรองรับวัคซีนเสริมได้แค่ไหน
  • กุมารแพทย์ประเมินว่าช่วงวัยนี้ควรเสริมวัคซีนตัวใดก่อน

ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ การตัดสินใจจะชัดกว่าการดูเพียงว่าประเทศไหนฉีดมากกว่า เพราะสำหรับบางบ้าน วัคซีนเสริมอย่าง PCV หรือไข้หวัดใหญ่อาจคุ้มมาก ขณะที่บางบ้านอาจยังเลือกเดินตามตารางพื้นฐานของรัฐได้อย่างมั่นใจ

สรุป

ภาพรวมคือ ไทยมีระบบวัคซีนเด็กที่ แข็งแรงในส่วนของวัคซีนพื้นฐาน และป้องกันโรครุนแรงสำคัญได้ดี แต่ถ้าเทียบกับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศรายได้สูง ไทยยังไม่ได้ครอบคลุมวัคซีนเสริมบางชนิดแบบถ้วนหน้า นี่ไม่ใช่ข้อสรุปว่าไทยล้าหลัง หากเป็นผลจากนโยบายและการจัดสรรทรัพยากรที่ต่างกัน

ดังนั้น คำถามที่น่าคิดต่อไม่ใช่แค่ว่า “ไทยให้วัคซีนครบเท่าต่างประเทศหรือยัง” แต่คือ “ลูกของเราควรได้การป้องกันแบบไหนจึงจะเหมาะกับชีวิตจริงที่สุด” หากเริ่มจากคำถามนี้ การเลือกวัคซีนจะไม่ใช่เรื่องของความกลัว แต่เป็นการตัดสินใจบนข้อมูลที่แม่นกว่าและสบายใจกว่า อ้างอิงแนวทางจาก WHO, UNICEF, CDC, NHS และข้อมูลวัคซีนเด็กจากหน่วยงานสาธารณสุขไทย